คริสเตียโน โรนัลโด กองหน้าที่เก่งที่สุดในโลก

คริสเตียโน โรนัลโด กองหน้าที่เก่งที่สุดในโลก



คริสเตียโน โรนัลโด กองหน้าที่เก่งที่สุดในโลก
ในวงการฟุตบอลคงไม่มีใครที่จะไม่รู้จักชายคนนี้ที่ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา เพราะเขาคนนี้มีฝีเท้าที่ดีที่สุดในโลกก็ว่าได้ ด้วยรางวัลมากมายที่ได้รับถือเป็นเครื่องหมายการยืนยันได้เป็นอย่างดี เขาคนนี้มีชื่อว่า “Cristiano Ronaldo”
คริสเตียโน โรนัลโด เกิดเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2528 ที่เกาะมาเดรา ประเทศโปรตุเกส เขาเป็นลูกชายคนเล็กที่มีพี่น้องทั้งหมด 4 คน ซึ่งที่มาของชื่อ Cristiano Ronaldo มาจากบิดาของเขาเป็นคนตั้งให้ โดยได้แรงบันดาลใจมาจาก อดีตประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา Ronald Wilson Reagan ที่พ่อของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ นั้นชื่นชอบมากตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นนักแสดงเลยก็ว่าได้
ครอบครัวของ Ronaldo ตั้งอยู่ในย่านกิงตาดูฟัลเชา เขตอังดูอังตอนีอูของเมืองฟุงชาล เป็นเขตที่มีคนยากจนส่วนใหญ่อาศัยอยู่กันเป็นจำนวนมาก โรนัลโด้ ได้เริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่เด็กๆ เมื่อตอนที่เขาอายุถึง 6 ขวบ เขาก็เริ่มเล่นฟุตบอลอย่างจริงจังในทีมชุดใหญ่ของ อังดูริญญา  (Andorinha) จากการชักชวนของญาติที่อยู่ในทีมนี้
คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ได้ลงเล่นฟุตบอลในนามของเยาวชนอังดูริญญา  (Andorinha) อยู่ 2 ปี ก่อนที่จะย้ายไปอยู่กับทีม นาซีอูนัล ในปี ค.ศ. 1977 และได้ทำสัญญากับสโมสรยักษ์ใหญ่ สปอร์ติงลิสบอน แต่ทว่า โรนัลโด้ ได้ถูกพิจรณาให้ย้ายไปอยู่กับทีม แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด โดยคนที่ซื้อตัวของเขามาก็คือ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ในราคา 12.24 ล้านปอนด์ และทำให้ โรนัลโด้ได้แชมป์เอฟเอคัพ เป็นรางวัลแรกอันทรงเกียรติของเขามากๆ ในปี 2003


โรนัลโด เข้าสู่เส้นทางสายฟุตบอลอาชีพเมื่อปี 1997 เริ่มต้นกับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน กับชุดทีมระดับเยาวชน ก่อนที่ในปี 2001 จะขึ้นสู่ชุดใหญ่ได้สำเร็จ  เมื่ออายุได้เพียง 17 ปีเท่านั้น หลังได้มีโอกาสลงเล่นทีมชุดใหญ่ของ สปอร์ติ้ง นัดแรก ก็สามารถทำได้ 2 ประตู กับทีม โมไรเรนส์ ขณะเดียวกันเขาก็ยังติดทีมชาติโปรตุเกสชุดอายุต่ำกว่า 17 ปี อีกด้วย ซึ่งเป็นรายการศึกชิงแชมป์ยุโรป
หลังจากเสร็จภารกิจในศึกฟุตบอลชิงแชมป์ยุโรป ยู-17 ชื่อของ คริสเตียโน โรนัลโด ได้เป็นที่รู้จักเป็นวงกว้างในโลกลูกหนัง มีแมวมองจากทีมลีกชั้นนำของยุโรปจับตามองอย่างมากมาย กุนซือต่างๆ ยกให้เขาคือดาวรุ่งพุ่งแรงของวงการฟุตบอลประเทศโปรตุเกสสมัยนั้นทันที หนึ่งในนั้นคือ เชราร์ด อุลลิเย่ร์ ที่สมัยนั้นคุมทีม “ลิเวอร์พูล” ยักษ์ใหญ่แห่งศึก พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ก่อนที่จะล้มเลิกการล่าลายเซ็นเจ้าหนูวัย 17 ปี รายนี้ เนื่องจากเขามองว่า โรนัลโด้ ยังเด็กเกิน ด้วยความที่เปี่ยมพรสวรรค์, ทักษะ และมาพร้อมด้วยความสามารถเฉพาะตัวที่เกินวัย


อีก 2 ปีถัดมา ฝีเท้าของยอดดาวรุ่งแห่ง ลิสบอน ก็ไปแตะตาของ ยอดบรมกุนซือของพลพรรค “ปีศาจแดง” อย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่เป็นผู้จัดการทีมในสมัยนั้น โดยเขาพาทีมไปลงเตะอุ่นเครื่องกับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน ก่อนเปิดฤดูกาล 2003/2004 ก่อนที่จะโดน โรนัลโด ที่วัย 19 ปี ในตอนนั้นเผาเครื่องจนยอดทีมแห่งเกาะอังกฤษไปไม่เป็น ก่อนที่จะถูกยัดเยียดความพ่ายแพ้ไปถึง 3-1 จนทำให้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ต้องรีบดึงตัวเจ้าหนูนี้มาร่วมทัพในทันที ด้วยค่าตัว 12.21 ล้านปอนด์ มาสู่ถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด
โรนัลโด ได้รับมอบหมายให้สวมเสื้อเบอร์ 7 ต่อจาก เดวิด เบ็คแฮม ที่อำลาถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ไปร่วมทัพ รีล มาดริด เรียกได้การสวมยูนิฟอร์มของ แมนยู หมายเลข 7 นี้ ทำให้ชื่อเสียงของ โรนัลโด โด่งดังขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ชื่อเสียงก็มาพร้อมกับแรงกดดันอันมหาศาล ท่ามกลางความคาดหวังของเหล่าพลพรรค “Red Devil” จนมีครั้งหนึ่งเขาเคยขอเปลี่ยนเบอร์เสื้อเป็นหมายเลข 28 ตามเดิมเหมือนที่เค้าเคยสวมในสมัยที่ค้าแข้งอยู่กับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน แต่ถูกปฏิเสธจากสโมสร เนื่องจากทุกคนต่างมากว่า โรนัลโด เหมาะสมแล้วที่จะสืบทอดตำนานหมายเลข 7 ต่อจาก เดวิด แบ็คแฮม ต่อไปในอนาคต

เจ้าของเสื้อเบอร์ 7 ได้ลงสัมผัสสนามบนเวที พรีเมียร์ ลีก เกมแรก ในวันที่ 16 สิงหาคม 2003 กับ “ปีศาจแดง” คือ เกมที่เดินทางไปถล่ม โบลตัน วันเดอเรอร์ส ไปถึง 4-0 โดยลงสนามมาในนาทีที่ 60 แทน นิคกี้ บัตต์ และฤดูกาลเดียวกันนั้น นัดที่แมนยูพบกับแอสตัน วิลล่า โรนัลโด ต้องโดนใบแดงครั้งแรกในชีวิตการค้าแข้งของเขา ด้วยการไปเตะบอลทิ้งทั้งที่กรรมการเป่าหยุดเกมไปแล้ว ทำให้เขาต้องโดนใบเหลืองที่ 2 เป็นใบแดงออกจากสนามไป ก่อนที่จะปิดฤดูกาลแรกของเขากับแมนยู โรนัลโด ได้รับเลือกเป็น 11 ตัวจริง นัดชิงแชมป์ FA Cup กับสโมสร มิลล์วอลล์ สามารถซัดไป 1 ประตู ช่วยให้แมนยูคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ไปครองด้วยสกอร์ 3-0 จบฤดูกาลแรก เขาได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือ Sir Matt Busby Player of the Year ประจำฤดูกาล 2003/2004
ต่อมาในฤดูกาลที่ 2 ของ ปี 2004/2005 โรนัลโด กับแมนยูไนเต็ด ไม่สามารถโชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมเท่าปีแรกที่เข้ามา ตลอดทั้งฤดูกาลลงเล่นไป 50 นัด ซัดไปเพียง 9 ประตู ในฤดูกาลนี้เองที่ โรนัลโด ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเรื่องของสไตล์การเล่น ที่มักจะชอบเลี้ยงบอลและโชว์ทักษะการหลอกคู่ต่อสู้ บ่อยครั้งทำให้จังหวะการเล่นของทีมเสียและไม่เป็นทีมเวิร์ค ก่อนที่ท้ายฤดูกาล แมนยู มีโอกาสเข้าไปชิงดำกับ สโมสร อาร์เซน่อล แต่ในนัดนั้นพวกเขาพ่ายแพ้ให้กับ “ไอ้ปืนใหญ่” หลังเสมอในเกมกันที่ 0-0 ก่อนที่จะมาดวลจุดโทษตัดสิน สุดท้ายแมนยูพ่ายไป 5-4



ฤดูกาล 2007/2008 คือซีซั่นที่โรนัลโดประกาศความยิ่งใหญ่ของตนเองให้โลกรู้ ด้วยการกดไปถึง 42 ประตู จากการลงสนามเพียง 49 นัด พ่วงด้วยการพาปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าดับเบิ้ลแชมป์ คือ ถ้วนลีกสูงสุดของอังกฤษอย่าง พรีเมียร์ ลีก สมัยที่ 10 ของสโมสร และถ้วยบิ๊กเอียร์ แชมป์ใหญ่ที่สุดแห่งยุโรป อย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่คว่ำเชลซีลงได้จากการดวลจุดโทษ ชนะไป 6 ประตูต่อ 5 ก่อนจะส่งให้ คริสเตียโน โรนัลโด คว้ารางวัลบัลลงดอร์และรางวัลรองเท้าทองคำไปครองได้สำเร็จ
และนั้นเป็นการกระตุ้นให้ ราชันชุดขาว เรอัล มาดริด ที่กำลังกระหายแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มากที่สุดและเริ่มมองหานักเตะระดับโลกมาช่วยยกระดับทีม โดยมีชื่อโปรเจค กาลาติกอส 2 หรือการรวมเหล่านักเตะที่มีฝีเท้าระดับโลกมารวมไว้ด้วยกัน สร้างทีมรวมดาราที่ยิ่งใหญ่และ โรนัลโด คือเป้าหมายแรกของ เรอัล มาดริด ที่จะเริ่มโปรเจคนี้ เวลานั้น ประธานของเรอัล มาดริด นามว่า ฟลอเรนติโน เปเรซ พร้อมทุ่มเงินมหาศาลเป็นสถิติโลกเวลานั้นถึง 100 ล้านปอนด์ (6,300 ล้านบาท) เพื่อที่จะคว้าตัวของ โรนัลโด้ ไปร่วมทัพให้ได้ ก่อนที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จะทำการเบรกเอาไว้และขอให้ โรนัลโด อยู่ช่วยทีมก่อนอีก 1 ปี

ฤดูกาล 2007/2008 และใครจะคิดว่าก่อนจบฤดูกาล ในศึกยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก นัดรองชนะเลิศ จะเป็นการโคจรมาพบกันของ 2 นักเตะที่เก่งที่สุดโลกขณะนั้น อย่าง ลิโอเนล เมสซี ที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นที่หนึ่งในขณะนั้น ในการพบกันของทั้งคู่จบลงที่ พอล สโคลส์ ซัดประตูชัยประตูเดียวในเกม พาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ดับซ่าบาร์เซโลน่า เข้ารอบชิงชนะเลิศ โคจรไปพบกับคู่ปรับร่วมลีกอย่าง เชลซี ก่อนที่จะคว้าแชมป์ได้สำเร็จ
หลังจากนั้นเพียงฤดูกาลถัดมา 2008/2009 สุดยอดนักเตะแห่งยุคโรนัลโด ได้กลับมาพบ เมสซี อีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นนัดชิงชนะเลิศ เมสซี จัดการเผาเครื่องแมนยูจนหมดสภาพ นัดนั้นเป็น บาร์เซโลน่าชนะไป 2-0 และนั้นเป็นฤดูกาลสุดท้ายของ โรนัลโด ในชุดยูนิฟอร์มสีแดงหลังจากเขาขายวิญญาณให้กับปีศาจไปถึง 6 ปีเต็ม เขาไปย้ายเข้าสู่สเปนเพื่อเจอความท้าทายใหม่ๆ และหนึ่งความท้าทายของเขา คือ ลิโอเนล เมสซี

หากพูดถึง ลา ลีกา สเปน จะมีเพียงแค่ 2 ทีมที่สลับความเป็นใหญ่กันอยู่นั้นก็คือ เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่า ทั้ง 2 ทีมขับเคียวกันมาโดยตลอด ไม่ว่าจะยุคไหนๆ การมาของ โรนัลโด แน่นอนว่าจะต้องไม่ใช่ “เจ้าบุญทุ่ม” บาร์เซโลน่า แน่นอน ในปี 2009 เขาตัดสิจใจย้ายซบ เรอัล มาดริด ด้วยค่าตัวสถิติโลกเวลานั้นถึง 80 ล้านปอนด์ ด้วยสัญญา 6 ปี การมาของ โรนัลโด สร้างความฮือฮาอย่างมากในวงการฟุตบอล ไม่ใช่กับแค่เหล่าสาวกราชันชุดยาวเท่านั้น เขายังสร้างกระแสที่น่าตกใจไปทั่วทุกมุมโลก มีแฟนบอลในสนามมาต้อนรับการเปิดตัวอย่างเขามากมายถึง 80000 คน แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ส่วมเสื้อเบอร์ 7 ที่คุ้นเคยสมัยอยู่แมนยู เขาต้องใส่เสื้อหมายเลข 9 ภายใต้ชื่อเรียกใหม่ว่า “CR9”

   เพียงฤดูกาลแรก 2009/2010 โรนัลโด สามารถโชว์ฟอร์มอันร้องแรงด้วยการกะซวกไปถึง 33 ประตูจากการลงสนาม 35 นัด ซึ่งเขาสามารถครองรางวัลดาวซัลโวสูงสุด ของ ลา ลีกา ได้ทันทีตั้งแต่ย้ายเข้ามาในซีซั่นแรก แต่ด้านความสำเร็จของสโมสรกลับตรงกันข้าม เรอัล มาดริด ได้แค่ อันดับ 2 ในลีก ส่วนรายการยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก ที่ประธานเปเรซหมายมั่นปั่นมือว่าจะต้องคว้ามาให้ได้ ก็ทำได้เพียงจอดที่รอบ 16 ทีมสุดท้ายเท่านั้น และบอลถ้วยอย่าง โกปา เดล เรย์ ย่ำแย่ไม่แพ้กันถูกหยุดที่รอบ 32 ทีมสุดท้ายเท่านั้น
ก่อนที่ต่อมาในฤดูกาลที่ 2 ภายใต้การคุมทัพของโค้ชคนใหม่อย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ เทรนเนอร์คนเก่งและเป็นคนโปรตุเกสเช่นเดียวกัน และเพิ่งพาทีม อินเตอร์ มิลาน เถลิงบัลลังแชมป์ ยูฟ่า มาหมาดๆ เพราะมาดริดหวังที่จะกลับไปยิ่งใหญ่บนเวทียุโรปอีกครั้ง ขณะเดียวกัน โรนัลโด ก็ได้กลับมาใส่เสื้อหมายเลข 7 อีกครั้ง หลังการอำลาทีมของ ราอูล กอนซาเลซ ทำให้ชื่อเขาถูกเปลี่ยนและเป็นที่รู้จัก คุ้นหูเป็นอย่างมาก คือ “CR7” ฤดูกาลนี้ ซีอาร์เซเว่น ยังคงรักษามาตรฐานฟอร์มการเล่นของตนเองได้ดีเช่นเดิม หลังทำประตูอย่างถล่มทลายถึง 53 ประตู จากการเล่นลง 54 นัด ส่วนในด้านความสำเร็จของสโมสรก็ดีขึ้นมาหน่อย ด้วยการคว้าแชมป์บอลถ้วยอย่าง โกปา เดล เรย์ และเขาเป็นคนซัดประตูชัยประตูเดียวในเกมนี้ในนาทีที่ 103 ส่งเรอัล มาดริด คว้าแชมป์และเป็นแชมป์แรกของเขากับราชันชุดขาว แต่สำหรับยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก ถ้วยที่มาดริดต้องการมากที่สุด พวกเขาทำได้เพียงผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศเท่านั้น


เดินทางเข้าสู่ฤดูกาลที่ 4 ประจำปี 2012/2013 ของ CR7 ภายใต้ความกดดันมหาศาลที่ไม่สามารถคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก ได้สักทีหลังจากเริ่มโปรเจค กาลาติกอส รุ่น 2 มาแล้ว 3 ฤดูกาล กลับได้มาเพียง แชมป์ลีก ลา ลีกา 2011/2012 กับ โกปา เดล เรย์ อย่างละ 1 แชมป์ติดมือเท่านั้น ในฤดูกาลนี้แคมป์ราชันปั่นป่วนแบบสุดๆ หลังบรรดาสตาร์ในทีมแบ่งพรรคแบ่งพวกกันเอง โดยแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง แถมโรนัลโดยังไม่กินเส้นกับมูรินโญ่อีก หลังโรนัลโดไม่ยอมเล่นตามแทคติก หนักเข้าไปอีกเมื่อบ่อยครั้งที่มูรินโญ่ชอบวิจารณ์การเล่นของโรนัลโดออกสื่อบ่อยๆ ทำให้โรนัลโดไม่พอใจสุดๆ จนจบฤดูกาล เรอัล มาดริด ไม่มีโทรฟี่อะไรติดไม้ติดมือเลยสักรายการเดียว นับว่าเป็นฟางเส้นสุดท้ายก่อนที่จะปลดมูรินโญ่ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม

 เหมือนราชันชุดขาวรอต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว ฤดูกาลต่อมา 2013/2014 พวกเขาจัดการดึงกุนซือมากฝีมืออย่าง อัลเชลอตติ เพื่อหวังให้โค้ชมาดมาเฟียรายนี้ พา เรอัล มาดริด คว้ายูฟ่าให้ได้สำเร็จ และนั้นก็เป็นสิ่งที่พวกเขาคิดถูกต้องทุกประการ เพราะพวกเขาสามารถสถาปนาเป็นเจ้ายุโรปได้สำเร็จ ที่สำคัญ CR7 ลงสนามครบ 200 เกมกับ เรอัล มาดริด และเป็นดับเบิ้ลแชมป์ครั้งแรกของเขากับเรอัล มาดริด ที่ได้ทั้ง ยูฟ่า และ โกปา เดล เรย์ จบฤดูกาล กัปตันทีมชาติโปรตุเกสซัดคนเดียวไปถึง 51 ประตู ลงสนาม 47 นัด จบฤดูกาล โรนัลโด ตัดสินใจฝากชีวิตไว้กับราชันชุดขาว ด้วยการขยายสัญญาอีก 4 ปี รับค่าเหนื่อยรับเละถึง 17 ล้านยูโรต่อปี
ในอีก 3 ปีถัดมา โรนัลโด สามารถพา เรอัล มาดริด คว้าแชมป์ ยูฟ่า อีก 3 สมัยติดต่อกัน คือปี 2015/2016, 2016/2017, 2017/2018 และยังสร้างสถิติมากมายนับไม่ถ้วน และหนึ่งในนั้นคือ รางวัล บัลลงดอร์ ได้เพิ่มมาอีก 4 สมัย รวมทั้งหมดที่ได้รับคือ 5 สมัย เทียบเท่า ลิโอเนล เมสซี คู่แข่งตลอดกาลของตน โรนัลโด กวาดรางวัลส่วนตัวเป็นว่าเล่น แม้ตลอดการเล่นให้เรอัล มาดริด ของเขาจะสุดยอดเพียงใด แต่ยามที่เขาฟอร์มตกมักจะถูกแฟนบอลของตนเองกล่าวโทษและโห่ไล่อยู่เสมอ ทำให้ตนตัดสินใจสิ้นสุดการค้าแข่งกับเรอัล มาดริด ย้ายเข้าสู่ เซเรีย อา อิตาลี ภายใต้อ้อมอกของม้าลายยูเวนตุส ในปี 2018 และเริ่มความท้าทายใหม่ในชีวิตการค้าแข้งของเขา

      Ronaldo ได้รับใช้ชาติโดยการลงเล่นให้กับทีมชาติโปรตุเกสนัดแรก ปี 2003 ที่ต้องเจอกับทีม คาชัคสถาน เดือนสิงหาคม จึงให้ให้หลังจากนั้น เขาได้ลงเล่นมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึง 5 ทัวร์นาเมนต์ ได้แก่ ยูโร 2004 ฟุบอลโลก 2006 ยูโร 2008 ฟุตบอลโลก 2010 ยูโร 2012 โดยประตูแรกที่ทำได้ในนามทีมชาติโปรตุเกสในปี 2004 เป็นนัดเปิดสนามที่ต้องพบกับ ทีมชาติกรีช ซึ่งเขาเป็นคนสำคัญมากที่ได้นำทีมเข้าไปแช่งในรอบชิงชนะเลิศ
ต่อมา โรนัลโด้ ได้รับบทบาทในการลงเล่นเป็นตัวจริงมากขึ้น ซึ่งในปี 2008 โรนัลโด้ได้เป็นกัปตันทีมให้กับทีมชาติโปรตุเกสเป็นครั้งแรก และได้พาทีมเข้าไปสู่รอบรองชนะเลิศได้ ซึ่งตัวของเขาเองสามารถยิงไปได้ 3 ประตูของการแข่งทัวร์นาเมนต์นี้ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2012 Ronaldo ได้ลงเล่นครบ 100 นัด ให้กับทีมชาติโปรตุเกส ทำให้เขากลายเป็นนักเตะ 1 ใน 3 ที่ได้ลงเล่นให้กับทีมชาติของโปรตุเกส เกิน 100 นัด
ในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2008 ได้มีการจัดอันดับนักเตะรูปงานแห่งยูโร ที่ถูกจัดทำโดย บริษัท LG (เครื่องใช้ไฟฟ้า) ทำให้ Cristiano Ronaldo ได้รับคะแนนโหวดมากที่สุดจนได้รับอันดับ 1 ต่อมีในปี 2012 Cristiano Ronaldo ยังได้รับรางวัลนักกีฬา ไอบีเรีย –   อเมริกา ประเภทนักฟุตบอลชาย อีกด้วย

อ่านข่าวเพิ่มเติม : ข่าวบอลพรีเมียร์ลีก

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

แข้ง "โรม่า" ไม่รับค่าจ้าง4เดือนช่วยสโมสร

คอนเฟิร์ม!บุนเดสลีกาพักยาวถึงสิ้นเม.ย.